รวม 12 ศัพท์ร้านค้าและธุรกิจที่เจ้าของร้านมือใหม่ควรรู้ก่อนเปิดร้าน

30 กรกฎาคม 2026
รวม 12 ศัพท์ร้านค้าและธุรกิจที่เจ้าของร้านมือใหม่ควรรู้ก่อนเปิดร้าน

การเปิดร้านไม่ได้มีแค่การเลือกสินค้ามาขายและรอรับเงินจากลูกค้าเท่านั้น เพราะเมื่อเริ่มบริหารร้านจริง เจ้าของร้านจะพบคำศัพท์เกี่ยวกับยอดขาย ต้นทุน กำไร การตั้งราคา การจัดการสต๊อก และระบบขายหน้าร้านอยู่เสมอ ซึ่งบางคำอาจดูคล้ายกัน มีความหมายและวิธีใช้งานต่างกัน ที่หากเข้าใจไม่ถูกต้อง อาจทำให้ตั้งราคาสินค้าผิด คำนวณกำไรคลาดเคลื่อน หรือบริหารสต๊อกได้ไม่ตรงกับสินค้าที่มีอยู่จริง

บทความนี้จึงรวบรวม 12 ศัพท์ร้านค้าและธุรกิจที่เจ้าของร้านมือใหม่ควรรู้ พร้อมอธิบายความหมายและตัวอย่างการนำไปใช้ เพื่อให้เห็นภาพและทำให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้น


ศัพท์เกี่ยวกับยอดขาย ต้นทุน และกำไร

1. ยอดขาย (Sales)

ยอดขาย คือ มูลค่ารวมที่เกิดจากการขายสินค้าหรือบริการในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนหักต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของร้าน

 

ตัวอย่างเช่น ภายในหนึ่งเดือนร้านขายสินค้าได้ทั้งหมด 100,000 บาท ตัวเลข 100,000 บาทนี้คือยอดขาย แต่ยังไม่ใช่กำไร เพราะร้านยังต้องหักต้นทุนสินค้า ค่าเช่า เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายอื่นออกก่อน

 

เจ้าของร้านควรตรวจสอบยอดขายในหลายมุมมอง เช่น ยอดขายรายวัน ยอดขายแยกตามสินค้า พนักงาน สาขา หรือช่องทางการชำระเงิน เพื่อให้รู้ว่าสินค้าใดขายดี ช่วงเวลาใดมีลูกค้ามาก และยอดขายของร้านกำลังเพิ่มขึ้นหรือลดลง

หากบันทึกรายการขายผ่านระบบ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกรวบรวมเป็นรายงานให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ง่ายขึ้น

สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือ ยอดขายสูงไม่ได้แปลว่ากำไรสูงเสมอไป เพราะสินค้าที่ขายดีอาจมีต้นทุนสูงหรือเหลือส่วนต่างกำไรน้อยก็ได้

 

2. ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold: COGS)

ต้นทุนขาย คือ ต้นทุนของสินค้าที่ร้านขายออกไปแล้วในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่มูลค่าของสินค้าทั้งหมดที่ซื้อเข้าร้าน

สูตรคำนวณต้นทุนขายเบื้องต้นคือ

 

สินค้าคงเหลือต้นงวด + สินค้าที่ซื้อเพิ่ม − สินค้าคงเหลือปลายงวด = ต้นทุนขาย

ตัวอย่างเช่น ร้านมียอดขาย 100,000 บาท และสินค้าที่ขายออกไปมีต้นทุนรวม 60,000 บาท ต้นทุนขายของร้านจึงเท่ากับ 60,000 บาท

 

การรู้ต้นทุนขายที่ถูกต้องช่วยให้เจ้าของร้านตรวจสอบได้ว่า สินค้าที่ขายออกไปสร้างกำไรเท่าไร ควรปรับราคาขายหรือไม่ และส่วนลดที่ให้ลูกค้ากระทบกำไรมากเพียงใด

เมื่อร้านบันทึกต้นทุนสินค้าแต่ละรายการไว้ในระบบ การนำข้อมูลยอดขายและต้นทุนมาคำนวณกำไรก็จะทำได้ง่ายขึ้น

 

3. กำไรขั้นต้น (Gross Profit)

กำไรขั้นต้น คือ เงินที่เหลือหลังจากนำยอดขายหักด้วยต้นทุนขาย แต่ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น ค่าเช่า เงินเดือนพนักงาน ค่าโฆษณา ค่าน้ำ และค่าไฟ

สูตรคำนวณคือ

 

ยอดขาย − ต้นทุนขาย = กำไรขั้นต้น

ตัวอย่างเช่น ยอดขาย 100,000 บาท ต้นทุนขาย 60,000 บาท กำไรขั้นต้น 40,000 บาท

 

กำไรขั้นต้นช่วยให้เจ้าของร้านประเมินได้ว่า สินค้าหรือบริการที่ขายอยู่มีส่วนต่างเพียงพอสำหรับนำไปจ่ายค่าใช้จ่ายอื่นของร้านหรือไม่

เจ้าของร้านจึงไม่ควรดูเฉพาะยอดขาย แต่ควรตรวจสอบยอดขาย ต้นทุน และกำไรควบคู่กัน เพราะสินค้าสองรายการอาจมียอดขายเท่ากัน แต่เหลือกำไรไม่เท่ากัน

 

4. ส่วนต่าง (Margin)

Margin คือ เปอร์เซ็นต์กำไรเมื่อเปรียบเทียบกับราคาขาย ช่วยให้รู้ว่าในยอดขายทุก 100 บาท ร้านเหลือกำไรขั้นต้นกี่บาท

สูตรคำนวณ Gross Margin คือ

 

(ราคาขาย − ต้นทุน) ÷ ราคาขาย × 100

ตัวอย่างเช่น สินค้ามีต้นทุน 60 บาท และขายในราคา 100 บาท สินค้าชิ้นนี้มีกำไรขั้นต้น 40 บาท และมี Margin เท่ากับ 40%

 

Margin เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับเปรียบเทียบความสามารถในการทำกำไรของสินค้าแต่ละรายการ เพราะสินค้าที่มียอดขายสูงอาจไม่ได้เป็นสินค้าที่สร้างกำไรให้ร้านมากที่สุด

 

5. Markup

Markup คือ เปอร์เซ็นต์ที่ร้านบวกเพิ่มจากต้นทุนสินค้าเพื่อกำหนดราคาขาย โดยใช้ต้นทุนเป็นฐานในการคำนวณ

สูตรคำนวณคือ

 

(ราคาขาย − ต้นทุน) ÷ ต้นทุน × 100

 

หากสินค้ามีต้นทุน 60 บาท และขายในราคา 100 บาท จะมี Markup ประมาณ 66.67% ขณะที่ Margin เท่ากับ 40%

Margin และ Markup จึงไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน เพราะใช้ฐานในการคำนวณต่างกัน

 

หากเจ้าของร้านต้องการ Margin 40% แต่เข้าใจผิดด้วยการบวกจากต้นทุนเพียง 40% ราคาขายที่ได้จะต่ำกว่าที่ควรตั้งและทำให้กำไรจริงไม่ถึงเป้าหมาย

 


ศัพท์เกี่ยวกับสินค้าและสต๊อก

6. SKU (Stock Keeping Unit)

SKU คือ รหัสที่ร้านกำหนดขึ้นเพื่อใช้จำแนกและจัดการสินค้าแต่ละรายการ โดยสินค้าที่แตกต่างกันในด้านรุ่น สี ขนาด รสชาติ หรือหน่วยขาย ควรมี SKU แยกจากกัน

ตัวอย่างเช่น เสื้อรุ่นเดียวกันอาจแบ่งเป็น

    • เสื้อรุ่น A สีดำ ไซซ์ M: SKU A-BLK-M
    • เสื้อรุ่น A สีดำ ไซซ์ L: SKU A-BLK-L
    • เสื้อรุ่น A สีขาว ไซซ์ M: SKU A-WHT-M

แม้สินค้าจะมีชื่อคล้ายกัน แต่หากเป็นคนละสีหรือคนละขนาดก็ควรแยก SKU เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่าสินค้าตัวเลือกใดขายดีและเหลืออยู่เท่าไร

SKU จึงเปรียบเสมือนรหัสประจำตัวของสินค้าในระบบ ช่วยให้ค้นหาสินค้า ตรวจสอบยอดขาย และนับสต๊อกได้ถูกต้องมากขึ้น

 

7. Barcode หรือบาร์โค้ด

Barcode หรือบาร์โค้ด คือ รหัสที่แสดงในรูปแบบเส้นหรือสัญลักษณ์ เพื่อให้เครื่องสแกนอ่านและค้นหาสินค้าในระบบได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อพนักงานสแกน Barcode ระบบ POS จะค้นหาข้อมูลที่ผูกไว้กับรหัสนั้น เช่น ชื่อสินค้า ราคาขาย หน่วยนับ โปรโมชั่น และ SKU ที่เกี่ยวข้อง

การสแกนบาร์โค้ดช่วยลดเวลาในการค้นหาสินค้าและลดความผิดพลาดจากการเลือกรายการหรือกรอกราคาด้วยตัวเอง โดยเฉพาะร้านที่มีสินค้าจำนวนมาก

SKU กับ Barcode ไม่จำเป็นต้องเป็นรหัสเดียวกัน เพราะ SKU เป็นรหัสที่ร้านใช้จัดการสินค้าภายใน ส่วน Barcode อาจเป็นรหัสจากผู้ผลิตหรือรหัสที่ร้านสร้างขึ้นเอง

 

8. Stock หรือสต๊อกสินค้า

Stock หรือสต๊อกสินค้า คือ จำนวนสินค้าที่ร้านมีไว้สำหรับขายหรือใช้งาน โดยสินค้าอาจอยู่หน้าร้าน ในคลัง หรือกระจายอยู่ตามแต่ละสาขา

การรู้จำนวนสต๊อกที่ถูกต้องช่วยลดปัญหา เช่น

  • สินค้าหมดโดยไม่รู้ตัว
  • รับคำสั่งซื้อทั้งที่ไม่มีสินค้า
  • สั่งสินค้าเข้ามามากเกินความจำเป็น
  • สินค้าค้างสต๊อกจนเงินทุนจม
  • จำนวนสินค้าในระบบไม่ตรงกับของจริง

เมื่อขายสินค้าผ่านระบบ POS สต๊อกสามารถถูกตัดตามรายการขายได้ ทำให้เจ้าของร้านตรวจสอบจำนวนสินค้าคงเหลือได้ง่ายขึ้น

นอกจากรายการขายแล้ว ร้านควรบันทึกการรับสินค้าเข้า การคืนสินค้า การโอนสินค้าระหว่างคลัง และการปรับยอดหลังนับสต๊อกด้วย เพื่อให้ข้อมูลใกล้เคียงกับสินค้าที่มีอยู่จริง

9. FIFO (First In, First Out)

FIFO ย่อมาจาก First In, First Out หมายถึง “สินค้าที่เข้าก่อน ต้องออกก่อน” เป็นหลักการบริหารสต๊อกที่นำสินค้าล็อตเก่าออกไปขายหรือใช้งานก่อนสินค้าล็อตใหม่

หลัก FIFO เหมาะกับสินค้าที่มีวันหมดอายุหรือคุณภาพลดลงตามเวลา เช่น อาหาร เครื่องดื่ม วัตถุดิบ เครื่องสำอาง และยา

ตัวอย่างเช่น ร้านรับนมเข้าสต๊อกวันที่ 1 และรับเพิ่มอีกครั้งวันที่ 10 ควรจัดวางนมล็อตวันที่ 1 ให้อยู่ด้านหน้า เพื่อให้ถูกหยิบขายก่อนล็อตใหม่

นอกจากการมีข้อมูลรับสินค้าและสต๊อกที่ถูกต้อง ร้านยังต้องจัดวางและหยิบสินค้าให้สอดคล้องกับหลัก FIFO เพื่อช่วยลดสินค้าหมดอายุและความสูญเสียที่เกิดขึ้น

10. Dead Stock

Dead Stock คือ สินค้าที่ขายไม่ออกหรือไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน จนกลายเป็นสินค้าค้างสต๊อก

สินค้ากลุ่มนี้อาจเกิดจากการสั่งสินค้าเข้ามามากเกินไป ประเมินความต้องการผิด สินค้าไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ตั้งราคาสูงเกินไป หรือสั่งเพิ่มโดยไม่ได้ตรวจสอบยอดคงเหลือ

Dead Stock ทำให้เงินทุนของร้านจม ใช้พื้นที่จัดเก็บ และเพิ่มความเสี่ยงที่สินค้าจะชำรุด เสื่อมสภาพ หรือล้าสมัยก่อนขายออก

เจ้าของร้านอาจกำหนดเกณฑ์ตรวจสอบ เช่น สินค้าที่ไม่มีการขายภายใน 60, 90 หรือ 180 วัน แล้วนำข้อมูลไปวางแผนลดราคา จัดชุดสินค้า ทำโปรโมชั่น หรือหยุดสั่งเพิ่ม

รายงานยอดขายและความเคลื่อนไหวของสต๊อกจึงช่วยให้ค้นหาสินค้าที่ขายช้าหรือไม่มีการเคลื่อนไหวได้ง่ายกว่าการประเมินจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว

 

 


ศัพท์เกี่ยวกับระบบบริหารร้านและลูกค้า

11. POS (Point of Sale)

POS ย่อมาจาก Point of Sale หมายถึง จุดขายหรือระบบขายหน้าร้านที่ใช้บันทึกรายการขาย คำนวณยอดชำระ รับเงิน และออกใบเสร็จให้ลูกค้า

ระบบ POS ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องคิดเงิน แต่ยังช่วยจัดการงานส่วนต่าง ๆ ภายในร้าน เช่น

  • บันทึกยอดขาย
  • สแกน Barcode
  • จัดการ SKU
  • ตัด Stock ตามรายการขาย
  • ตรวจสอบต้นทุนและกำไร
  • จัดการราคาและโปรโมชั่น
  • บันทึกช่องทางการชำระเงิน
  • จัดการสมาชิกและแต้มสะสม
  • ออกใบเสร็จและเอกสารการขาย
  • สรุปรายงานยอดขาย

ระบบ POS จึงเป็นตัวกลางที่เชื่อมข้อมูลการขาย สินค้า สต๊อก ต้นทุน กำไร และลูกค้าเข้าด้วยกัน ช่วยลดการบันทึกข้อมูลซ้ำและทำให้เจ้าของร้านตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ง่ายขึ้น

 

12. CRM (Customer Relationship Management)

CRM ย่อมาจาก Customer Relationship Management หมายถึง การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมและเพิ่มโอกาสให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ

ตัวอย่างการทำ CRM ในร้านค้า ได้แก่

  • ระบบสมาชิก
  • การสะสมและแลกแต้ม
  • การเก็บประวัติการซื้อ
  • การแบ่งกลุ่มลูกค้า
  • การมอบส่วนลดเฉพาะสมาชิก
  • การมอบสิทธิพิเศษตามเงื่อนไข

หากระบบสมาชิกเชื่อมกับระบบ POS เมื่อพนักงานเลือกลูกค้าในหน้าขาย ประวัติการซื้อ แต้มสะสม และสิทธิพิเศษก็สามารถถูกบันทึกหรือเรียกใช้งานได้ทันที

 


เปลี่ยนคำศัพท์เหล่านี้ให้กลายเป็นข้อมูลที่ใช้บริหารร้านได้จริง

การเข้าใจความหมายของยอดขาย ต้นทุน กำไร SKU สต๊อก และ CRM เป็นพื้นฐานสำคัญของการบริหารร้าน แต่สิ่งที่ช่วยให้เจ้าของร้านนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ได้จริง คือการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบและตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย

ระบบ POSPOS ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลการขาย สินค้า สต๊อก สมาชิก และโปรโมชั่นไว้ในระบบเดียว เมื่อมีการขายสินค้า ระบบสามารถบันทึกยอดขายและตัดสต๊อกตามรายการ ช่วยให้เจ้าของร้านตรวจสอบข้อมูลสำคัญและเห็นภาพรวมของร้านได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งด้วยตัวเอง

หากกำลังเริ่มเปิดร้านหรือต้องการจัดการร้านเดิมให้เป็นระบบมากขึ้น สามารถทดลองใช้งาน POSPOS เพื่อให้ธุรกิจของคุณเป็นไปอย่างไหลลื่น


"บริหารจัดการหน้าร้านได้ง่ายด้วย POSPOS"

ทดลองใช้งานฟรี 15 วัน
▶️ https://www.pospos.co/register

สนใจสั่งซื้อสินค้า
โทร. 081-359-9468

Line id: @pospos
E-mail: support@pospos.co